บทความผู้เกี่ยวข้อง

21 มิถุนายน 2556 by
หลายท่านที่เลี้ยงหรือสุนัขและแมวมีคำถามเสมอว่า  เมื่อไหร่ควรจะทำหมันเขาหล่านั้นซะที เผลอไปไม่นานสุนัขหรือแมวเหล่านั้นก็ท้องใหญ่เอาลูกเอาหลานมาให้เลี้ยงดูแลอีกเป็นฝูงเพื่อความมั่นใจในการตัดสินใจว่าจะทำหมันเมื่อไหร่ดี  เราจึงแนะนำว่า สามารถทำหมันได้ตั้งแต่อายุ 3 เดือนขึ้นไป  โดยมีบทความที่ดีมากจากการประชุมวิชาการทางสัตวแพทย์  ที่เกี่ยวกับการควบคุมประชากรสุนัขแมวจรจัดด้วยการทำหมันในสัตว์เลี้ยงอายุน้อย  โดย อาจารย์ น.สพ.ดร. ศุภวิวัธน์ พงษ์เลาหพันธุ์ ได้ทำการรวบรวมผลงานวิจัยและการศึกษาย้อนหลัง ได้สรุปไว้ให้ข้อมูลเป็นอย่างดี  ขอขอบพระคุณอาจารย์ ที่กรุณาให้ นำบทความมาลงในเวปไซด์ ของมูลนิธิ 4ขา ได้เพื่อเผยแพร่ให้ผู้เลี้ยงสัตว์ได้ข้อมูลที่ถูกในการดูแลสัตว์เลี้ยง เพื่อจะได้ช่วยกันควบคุมประชากรและลดปัญหาสุนัข แมว จรจัดได้อย่างมั่นใจ

 

บทสรุปจาก Workshop on Early Age Neutering in the Dog and Cat

โดย อาจารย์ น.สพ.ดร. ศุภวิวัธน์ พงษ์เลาหพันธุ์

ภาควิชาสูติศาสตร์ เธนุเวชวิทยาและวิทยาการสืบพันธุ์

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมา ทางสมาคมผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ ภาควิชาสูติศาสตร์ เธนุเวชวิทยาและวิทยาการสืบพันธุ์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ สมาคมพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Society for the Protection of Animals) หรือ WSPA ได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องการทำหมันก่อนวัยเจริญพันธุ์ในสุนัขและแมวขึ้น ที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยรับสัตวแพทย์ผู้เข้าร่วมอบรมจำนวนจำกัดเพียง 30 ท่าน การอมรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สัตวแพทย์ผู้เข้ารับการอบรม มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับความจำเป็นของการทำหมันสุนัขและแมวก่อนวัยเจริญพันธุ์ เพื่อการคุมกำเนิดให้มีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงสามารถให้คำแนะนำต่อเจ้าของสัตว์เลี้ยงถึงผลดีและผลข้างเคียงได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม โดยมีวิทยากร ได้แก่ รศ.สพ.ญ.ดร.เกวลี ฉัตรดรงค์ รศ.น.สพ.ดร.สุดสรร ศิริไวทยพงศ์ อ.น.สพ.ดร.ศุภวิวัธน์ พงษ์เลาหพันธุ์ น.สพ.ศิริชัย เตชรุ่งชัยกุล และอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางยาสลบผศ.น.สพ.ดร.สุมิตร ดุรงค์พงษ์ธร เข้าร่วมการบรรยายและปฏิบัติการในครั้งนี้

ความสำคัญของการควบคุมประชากรสัตว์เลี้ยง  

ปัญหาประชากรสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มขึ้น เป็นปัญหาสำคัญทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา แมกซิโก กรีก ประเทศไทย และโดยเฉพาะประเทศที่ยังไม่พัฒนาอย่างเต็มที่ ปัจจัยหลักของการเพิ่มขึ้นของปริมาณสัตว์ คือ ความเข้าใจจากเจ้าของสัตว์และประชาชนทั่วไป ที่ยังคงไม่เข้าใจความสำคัญของการควบคุมปริมาณประชากรสัตว์เลี้ยง สุนัขและแมว ในอดีตประเทศไทยยังไม่มีการควบคุมดูแลสัตว์เลี้ยง มีการเลี้ยงปล่อย สัตว์เลี้ยงจึงมีอิสระในการดำรงชีวิตและมีการเพิ่มจำนวนอย่างมาก ในปัจจุบันที่หลายๆ ประเทศ เริ่มตระหนักเรื่องประชากรสัตว์ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมีผลกระทบถึงสิ่งแวดล้อม โรคติดต่อ สาธาณสุขและสวัสดิภาพของสัตว์เอง

จากการศึกษาความเป็นได้ในการเพิ่มประชากรสุนัขและแมว หากมีเพียงสุนัขเพศผู้และเพศเมีย 1 คู่ และไม่มีการทำหมันหรือวางแผนเพื่อควบคุมประชากร โอกาสที่สุนัขจะผสมพันธุ์และเพิ่มจำนวนประชากรมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้ถึง 6-7 หมื่นตัว ภายในระยะเวลาเพียง 5-6 ปี ส่วนในแมวก็เช่นเดียวกัน หากปล่อยให้แมวเพียง 1 คู่ ผสมพันธุ์ โดยไม่มีแผนการควบคุม ประชากรแมวที่เพิ่มจำนวนขึ้น จะมีโอกาสจับคู่ผสมพันธุ์กันเอง และเพิ่มเป็น 2 ล้านตัว ภายในระยะเวลา 8 ปี

ปัญหาดังกล่าว จึงเป็นปัญหาที่สำคัญมาก ประเทศที่พัฒนาแล้วจึงออกแผนการเพื่อควบคุมประชากรสัตว์เลี้ยงในบ้านเป็นอย่างดี อาทิเช่น มีการเก็บภาษีสัตว์เลี้ยง เสียภาษี สำหรับประเทศไทยก็เริ่มมีแผนการรองรับเช่นกันไทย เช่น มีแผนการฝังไมโครชิพในสัตว์เลี้ยง ซึ่งในอนาคตคาดว่าจะมีการพัฒนาระบบให้ก้าวหน้ามากขึ้น ระบบดังกล่าวจะมีประโยชน์ในแง่ของการติดตามเจ้าของสัตว์หากพบว่ามีการทอดทิ้งสัตว์เกิดขึ้น หากเจ้าของสัตว์ สัตวแพทย์ และรัฐบาลเห็นความสำคัญและร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

 

สาเหตุหลักของปริมาณประชากรสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มขึ้น

1. ชีววิทยาของสัตว์เลี้ยง (Biology of animal)

ในอดีตเมื่อหลายร้อยปีที่ผ่านมา ก่อนที่จะมีสัตว์เลี้ยงประจำบ้านเช่นทุกวันนี้ สุนัขและแมวเป็นเพียงสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ธรรมชาติ ซึ่งมีศัตรู และผู้ล่าอยู่ในพื้นที่อาศัยในป่า แม้ประชากรสัตว์ในธรรมชาติจะไม่ได้ถูกควบคุม แต่ก็ยังคงอยู่ภายใต้การคัดเลือกตามธรรมชาติ เพื่อควบคุมสมดุลทางระบบนิเวศน์ ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบัน สุนัขและแมวไม่ได้อาศัยตามธรรมชาติอย่างอดีต ไม่มีผู้ล่า ไม่มีศัตรูเพื่อลดประชากรตามธรรมชาติแล้ว จำนวนประชากรจึงเพิ่มขึ้น ประกอบกับปัจจุบันการดูแลสุขภาพโดยสัตวแพทย์ดีขึ้นมาก สุนัขและแมวมีอายุยืนขึ้น จำนวนประชากรสัตว์เลี้ยงจึงเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นหากปล่อยปละละเลยโดยไม่มีการควบคุมประชากรสัตว์เลี้ยงก็จะก่อปัญหาต่างๆ มากขึ้นตามไปด้วย

2. การทอดทิ้งสัตว์เลี้ยง (Abandoned animal)

การทอดทิ้งสัตว์เลี้ยง ไม่ว่าจะตั้งใจ เช่น การปล่อยสัตว์เลี้ยงทิ้งไว้ที่วัด ข้างถนน ตลาด หรือแม้จะไม่ได้ตั้งใจ สัตว์เลี้ยงเกิดพลัดหลงไปก็ตาม อีกทั้งการทอดทิ้งโดยไม่ตั้งใจมักเป็นสิ่งที่เจ้าของสัตว์คาดไม่ถึง เช่น เจ้าของที่เลี้ยงสุนัขเพศผู้ คิดว่าอย่างไรก็ไม่มีการตั้งท้อง ไม่มีลูกสุนัขกลับมาให้เลี้ยง ไม่เป็นภาระรับผิดชอบ ไม่จำเป็นต้องทำหมันสุนัขหรือแมวเพศผู้ แต่ที่จริงแล้วเมื่อสัตว์ไปผสมกับสุนัขตัวเมียอื่นๆ  มีลูกสุนัข ลูกแมวเพิ่มจำนวนขึ้น จึงถือได้ว่าเป็นการทอดทิ้งสัตว์เลี้ยงทางอ้อม

3. การผสมพันธุ์สัตว์ที่มีมากขึ้น (Over breeding)

ไม่ว่าจะเป็นการผสมเพื่อการค้า ซึ่งจะพบเห็นอยู่เสมอว่ามีการประกาศจำหน่ายสัตว์เลี้ยงในหลายๆ สถานที่ หรือที่บ้านของเจ้าของสัตว์เองที่อาจปล่อยปละละเลยให้สัตว์ผสมพันธุ์ ตั้งท้อง และมีลูกออกมาจำนวนมาก

4. ทัศนคติของเจ้าของและสังคม (Owner and social attitude)

เป็นสาเหตุสำคัญที่สุด โดยเฉพาะในแง่ของความรับผิดชอบ เจ้าของสัตว์ควรมีความรับผิดชอบ ดูแลและเอาใจใส่สัตว์เลี้ยงอยู่เสมอ อีกทั้งยังเป็นหน้าที่โดยตรงของสัตวแพทย์ที่ต้องให้ความรู้แก่เจ้าของว่าควรมีความรับผิดชอบต่อสัตว์เลี้ยงอย่างไรบ้าง ถ้าไม่รับผิดชอบสัตว์เลี้ยงจะเกิดผลกระทบต่อสังคมอย่างไร ให้เจ้าของทราบข้อมูล ประโยชน์ของการทำหมัน และหากไม่ได้ทำหมัน ก็มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางระบบสืบพันธุ์ในอนาคตได้ เช่น มดลูกอักเสบ มะเร็งเต้านม ต่อมลูกหมากโต เป็นต้น นอกจากหน้าที่ที่สำคัญของสัตวแพทย์ในการรักษาสัตว์ป่วยแล้ว สัตวแพทย์ยังควรให้ความรู้แก่เจ้าของสัตว์เพื่อให้มีทัศนคติที่ดีต่อสัตว์เลี้ยง  มีความรับผิดชอบ ไม่เพียงให้แค่อาหารและน้ำ แต่ต้องดูแลสุขภาพและสวัสดิภาพของสัตว์เลี้ยงให้ดีด้วยเช่นกัน ก่อนนำสัตว์เลี้ยงมาเลี้ยงต้องมั่นใจว่าสามารถดูแลเค้าได้ตลอดชีวิตและไม่ทอดทิ้งหรือนำสัตว์ไปปล่อยเมื่อไม่ต้องการ

 

ช่วงอายุที่เหมาะสมในการทำหมัน

การทำหมันก่อนวัยเจริญพันธุ์มีความสำคัญอย่างมากในการควบคุมประชากรสุนัขและแมว เนื่องจากหากปล่อยให้สัตว์เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์แล้วทำหมัน แม้สัตว์เลี้ยงจะเป็นสัดครั้งแรก และได้รับการผสมพันธุ์โดยบังเอิญ ก็สามารถผสมติดและให้ลูกได้เป็นจำนวนมาก ในประเทศสหรัฐอเมริกา จะเริ่มมีการทำหมันสัตว์เลี้ยงตั้งแต่อายุ 6 สัปดาห์ หรือ 1 เดือนครึ่ง เป็นต้นไป แมวและสุนัขต้องมีน้ำหนักอย่างน้อย 1.2 และ 2.5 กิโลกรัมขึ้นไปตามลำดับ แต่ก็มีหลายรัฐและหลายประเทศในแถบยุโรปยังคงมีข้อจำกัดเรื่องอายุ และเรื่องสวัสดิภาพสัตว์ เช่น การวางยาสลบมักมีข้อจำกัดว่าถ้าสัตว์อายุน้อยกว่า 12 สัปดาห์ การวางยาสลบอาจมีอันตรายแก่ตัวสัตว์มากกว่าสัตว์ที่มีอายุเกิน 12 สัปดาห์ขึ้นไป เนื่องจากสรีระวิทยาที่แตกต่างกัน หรือถ้าทำหมันในช่วงอายุน้อยนี้ ซึ่งเป็นช่วงอายุที่มีการทำวัคซีน เชื่อว่าอาจจะมีผลทำให้การสร้างภูมิคุ้มกันไม่ดี ส่วนในประเทศไทย แนะนำว่าอายุที่เหมาะสมในการทำหมัน คือ ตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป ถึง 6 เดือน (ก่อนวัยเจริญพันธุ์) เนื่องจากหลายๆ เหตุผล เช่น ความพร้อมในการจัดการตัวสัตว์ สรีระวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการวางยาสลบและผ่าตัดทำหมัน สุนัขและแมวเพศผู้ที่อายุน้อยเกินไป อัณฑะจะมีขนาดเล็กมากและอาจมีการเคลื่อนที่เข้าออกจากถุงหุ้มอัณฑะได้

 

ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจทำหมันสุนัขและแมว

1. ความเชื่อด้านศาสนา เจ้าของสัตว์เลี้ยง ส่วนหนึ่งเชื่อว่าการทำหมันเป็นการตัดชีวิต เป็นบาป จึงไม่พาสัตว์เลี้ยงไปผ่าตัดทำหมัน ซึ่งสัตวแพทย์เปลี่ยนความเชื่อเหล่านี้ไม่ได้ แต่สัตว์แพทย์สามารถให้ข้อเท็จจริงกับเจ้าของสัตว์ในประเด็นของความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพร่างกายสัตว์ ปัญหาสัตว์เลี้ยงเพิ่มจำนวน ความรับผิดชอบต่อสังคมและสวัสดิภาพสัตว์ เพื่อประกอบการตัดสินใจ ให้เจ้าของเลือกวิธีอื่นในการคุมกำเนิดสัตว์เลี้ยง

2. ปัจเจกบุคคล เจ้าของสัตว์บางรายเชื่อว่าหากเป็นสุนัขที่เลี้ยงเพื่อเฝ้าบ้าน ถ้าถูกทำหมันแล้วสัตว์จะไม่เห่าคนแปลกหน้า ไม่ดุ แต่มีรายงานการศึกษาแสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกันกับการทำหมันหรือไม่

3. ถิ่นฐานที่อยู่อาศัย บ้านที่อยู่ในเมืองมีคลินิกรักษาสัตว์ปริมาณมากกว่า สามารถนำสัตว์เลี้ยงออกมาพบสัตวแพทย์และปรึกษาเรื่องการทำหมันหรือแนวทางคุมกำเนิดวิธีต่างๆได้ง่ายกว่า แต่ในพื้นที่ห่างไกล คลินิกมักตั้งอยู่ไกลจึงไม่อยากเดินทาง เป็นต้น

4. ความรู้และระดับการศึกษาของเจ้าของ พบว่าระดับการศึกษาก็มีผลต่อการตัดสินใจ เจ้าของที่มีความรู้ มักเข้าใจความเป็นจริงต่างๆ

5. รายได้ของครอบครัว เจ้าของสัตว์อาจเข้าใจว่าการผ่าตัดทำหมัน ต้องมีค่าใช้จ่ายจำนวนมากจึงไม่นิยมพาสุนัขและแมวมาทำหมัน

6. เพศของสัตว์ จาการศึกษาพบว่าเจ้าของนิยมทำหมันเฉพาะในสัตว์เพศเมีย อย่างไรก็ตามการทำหมันเพื่อคุมกำเนิดมีความจำเป็นต่อการลดจำนวนประชากรสัตว์ทั้ง 2 เพศเท่ากัน

7. ความเชื่อเรื่องผลค้างเคียง เช่น เชื่อว่าการทำหมันสัตว์ตั้งแต่เล็ก สัตว์จะอายุสั้นลง ตายเร็ว หรือเชื่อว่าปล่อยให้สัตว์เป็นสัด หรือมีลูกเพียงสักหนึ่งครั้ง ร่างกายสัตว์จะแข็งแรงกว่าการทำหมันตั้งแต่ยังไม่ถึงวัยเจริญพันธุ์ ในความเป็นจริงมีการศึกษาพบว่าสุนัขที่ทำหมันแล้วอายุจะยืนยาวขึ้น 1-3 ปี ส่วนแมวจะอายุยืนยาวขึ้น 3-5 ปี สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่สัตวแพทย์ควรชี้แจงให้เจ้าของสัตว์เข้าใจ

 

ผลข้างเคียงจากการทำหมัน

1. ผลข้างเคียงระยะสั้น จะเป็นผลข้างเคียงที่เกิดจากการผ่าตัดทำหมันในช่วงระยะเวลาหลังการผ่าตัดช่วงสั้นๆ เท่านั้น เช่น มีเลือดซึมออกจากแผล ปัญหาการดูแลภายใน 7 วันแรกหลังผ่าตัด

ผลข้างเคียงระยะสั้นแบบหลัก คือ ผลข้างเคียงที่ส่งผลต่อชีวิตของสัตว์อย่างรุนแรงและทันที หากไม่ได้รับการแก้ไข จะเป็นอันตรายถึงชีวิต เช่น แผลแตก มีเลือดออกมาปริมาณมาก และผลข้างเคียงระยะสั้นแบบรอง คือ ผลข้างเคียงที่ไม่ได้กระทบต่อชีวิตสัตว์ เช่น แผลบวม แดง สัตว์มีอาการซึมลง ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่จะหายไปเองได้โดยอาจรับการแก้ไขหรือรักษาหรือไม่ก็ได้ จากการศึกษาพบว่าการผ่าตัดทำหมันสัตว์เลี้ยงก่อนวัยเจริญพันธุ์ ไม่ได้มีผลข้างเคียงอย่างมีนัยสำคัญต่อการเกิดผลข้างเคียงระยะสั้น เมื่อเปรียบเทียบกับการผ่าตัดทำหมันเมื่อสัตว์โตเต็มที่แล้ว หากมีการดูแลเรื่องเทคนิคการวางยาสลบและการผ่าตัดอย่างเหมาะสม

2. ผลข้างเคียงระยะยาว เป็นผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ภายหลังจากสัตว์เลี้ยงได้รับการผ่าตัดทำหมันก่อนวัยเจริญพันธุ์ไปแล้ว เช่นในสุนัข ปัญหาที่พบว่ามีความสัมพันธ์กับการทำหมันก่อนวัยเจริญพันธุ์ ได้แก่ โรคข้อสะโพกเสื่อม กระเพาะปัสสาวะอักเสบ และภาวะปัสสาวะเล็ด (post-spay urinary incontinence) จะมีอุบัติการณ์สูงขึ้น แต่อาการของโรคข้อสะโพกเสื่อมจะไม่รุนแรงเท่ากับอาการที่เป็นในสุนัขทั่วไป นอกจากนี้ ปัจจัยหลักที่มีผลต่อการเกิดโรคข้อสะโพกเสื่อม เช่น สายพันธุ์ และสภาพการเลี้ยงดู สำหรับปัญหากระเพาะปัสสาวะอักเสบในสุนัขกลุ่มที่ทำหมันก่อนวัยเจริญพันธุ์นี้ ถ้าพบ จะเป็นชนิดไม่เรื้อรัง และเกิดขึ้นไม่เกิน 2 ครั้งต่อปี มีรายงานภาวะปัสสาวะเล็ดในกลุ่มลูกสุนัขเพศเมียที่ได้รับการผ่าตัดทำหมันหลังอายุ 3 เดือนขึ้นไป ประมาณร้อยละ 5 อย่างไรก็ตามอุบัติการณ์ของโรคยังเกี่ยวข้องกับสายพันธุ์ และความอ้วนอีกด้วย ส่วนในแมวพบว่าอุบัติการณ์ของปัญหาเหงือกอับเสบ อาการหอบหืด และแผลฝีหนองจากการกัดต่อสู้กันจะลดลง หากผ่าตัดทำหมันก่อนวัยเจริญพันธุ์

 

จากบทความดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การทำหมันในสัตว์อายุน้อยมีผลดีกับผู้ดูแลสัตว์เลี้ยงป็นอย่างมาก นอกจากข้อดีดังกล่าวแล้ว ผู้ดูแลยังสามารถจับและเคลื่อนย้ายไปยังคลินิคหรือโรงพยาบาลสัตว์ได้สะดวก การดูแลหลังการผ่าตัดทำได้ง่ายเพราะ แผลจะหายเร็วมากกว่าสัตว์โต

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *